| |
วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ |
| |
ทุกวันที่ 14 มกราคม ของทุกปี |
| |
ความเป็นมา
ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประชาชน
ช่วยรักษาความสมดุลของภาวะแวดล้อมและป้องกันภัยธรรมชาติซึ่งนำความเสียหายอย่าง
ร้ายแรงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจาก
การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าไม้ของชาติทำให้เกิดความ
ไม่สมดุลทางภาวะแวดล้อมขึ้นจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินวันที่ 14 มกราคม
2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยความ
เห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการให้สัมปทานป่าไม้สิ้นสุดลงทั้งแปลงได้ ดังนั้น
การจัดวางโครงการทำไม้ทั่วประเทศต้องยุติลงทุกโครงการและพื้นที่ เหตุเนื่องมาจาก
อุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2531 โดยเฉพาะที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน
จังหวัดนครศรีธรรมราชและวาตภัยจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. 2532
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง
มาจากสาเหตุการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่า จำเป็นต้องทำการรณรงค์ต่อเนื่องและระยะยาวให้
ประชาชนได้เข้าใจและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้โดยสร้างจิตสำนึกให้กับ
ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อต้องการอนุรักษ์ป่าไม้ที่
มีอยู่อย่างจำกัดมิให้ถูกทำลายต่อไปพร้อมทั้งได้กำหนดให้ช่วงปี 2532-2535 เป็น"ปีแห่งการ
ป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่
9 มกราคม 2533 กำหนดให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปีเป็น
“วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ”
กิจกรรมในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ
วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เป็นวันสำคัญที่ทุกฝ่าย ทั้งภาคราชการ เอกชน
ประชาชนเยาวชน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการ จัดให้มีขึ้นทุกท้องที่ในวันที่
14มกราคมของทุกปีเพื่อสนับสนุนนโยบายการป่าไม้แห่งชาติในการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ไว้เป็นสมบัติของทุกคนในชาติตลอดไป
|
| |
|
| |
วันต้นไม้ประจำปีของชาติ |
| |
วันวิสาขบูชา ของทุกปี |
| |
ความเป็นมา
วันต้นไม้ประจำปีครั้งแรกของโลกถือกำหนดร้อยกว่าปีในมลรัฐ NEBRASKA ประเทศ
สหรัฐอเมริกาโดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2515 มีประชาชนในมลรัฐNEBRASKAร่วมกันปลูก
ต้นไม้ได้กว่าหนึ่งล้านต้นและได้ถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อมามลรัฐอื่นๆก็ได้ดำเนินการ
ตามโครงการกำหนดวันต้นไม้ประจำปีของแต่ละมลรัฐขึ้น ความคิดนี้ได้แพร่หลายไปทั่วโลก ในประเทศไทยปี พ.ศ.2481 กรมป่าไม้เชิญชวนข้าราชการพ่อค้าและประชาชนร่วมกันปลูก
ต้นไม้ในวันชาติซึ่งตรงกับวันที่24 มิถุนายน ปีพ.ศ.2484 กรมป่าไม้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้
ในส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการจังหวัดและอำเภอจัดให้มีการ
ปลูกต้นไม้ขึ้นในวันชาติ คือ 24 มิถุนายน 2484 ถือว่าเป็นวันต้นไม้ประจำปีอย่างเป็นทางการ
ครั้งแรกในประเทศไทย ปี พ.ศ.2494 ที่ประชุมใหญ่ของFAO มีมติให้ประเทศสมาชิกจัด
กิจกรรมปลูกต้นไม้ประจำปีของแต่ละชาติ แต่กรมป่าไม้ได้ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 โดยถือเอาวันชาติเป็นวันต้นไม้อยู่แล้ว จึงได้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีซึ่งมีมติให้ถือเอา
วันชาติ คือวันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปีเป็น
"วันต้นไม้ประจำปีของชาติ" ต่อมาปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้
ยกเลิกวันชาติ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2503 กำหนดให้
"วันเข้าพรรษา" เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทนปีพ.ศ.2532 ได้มีการเสนอคณะ
รัฐมนตรว่าปัจจุบันสภาพของฤดูกาลได้เปลี่ยนแปลงไปมากต้นไม้ที่ปลูกในวันเข้าพรรษา
ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ต้นไม้ไมสามารถ
ตั้งตัวได้ก่อนถึงฤดูแล้งทำให้ได้รับความเสียหาย จึงขอให้พิจารณาอนุมัติให้วันวิสาขบูชา
ซึ่งอยูในช่วงเดือนพฤษภาคมและเป็นระยะเริ่มต้นของฤดูฝน เป็นวันต้นไม้
้ประจำปีของชิตแทน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532
ปัจจุบันวันวิสาขบูชาจึงเป็น "วันต้นไม้ประจำปีของชาติ"
กิจกรรมในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ
กรมป่าไม้ร่วมกับหน่วยงานราชการ กระทรวง ทบวง กรม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ
จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้แบบประชาอาสา โดยเชิญชวนประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนให้ร่วมกันปลูกต้นไม้ทั่วประเทศในวันสำคัญ
นี้ |
| |
|
| |
วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ |
| |
วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี
|
| |
ความเป็นมา
เนื่องจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะ
ฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติโดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์มาตลอด
พระชนม์ชีพของพระองค์ในการนี้พระองค์ทรงให้ความสำคัญของการบำรุงรักษาต้นไม้ที่
ี่ปลูกว่ามีความสำคัญและน่าเป็นห่วงมากกว่าการปลูก และเพื่อเป็นการแสดงความ
กตัญญูกตเวทิตาต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงงานพัฒนาชนบท
ของประเทศไทยโดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 กำหนดให้วันคล้ายวันพระราชสมภพ
ของพระองค์ คือ วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ
และต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการระดมความเห็นจากบุคคลทั่วไปเพื่อ
กำหนดชื่อที่เหมาะสมสำหรับวันดังกล่าว ปรากฏชื่อว่า "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ"
ได้รับการพิจารณาเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบแล้ว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 |
| |
|
| |
วันคล้ายวันสถาปนากรมป่าไม้ |
| |
วันที่ 18 กันยายน ของทุกปี |
| |
ความเป็นมา
18 กันยายน 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา กรมป่าไม้ อธิบดีคนแรกเป็นชาวอังกฤษ ชื่อ Mr. H. Slade โดยให้สังกัดอยู่ในกระทรวง มหาดไทย นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจึงได้มี ทบวงการเมืองควบคุมกิจการป่าไม้ของประเทศไทยโดย เฉพาะขึ้น และทางราชการก็ได้ถือเอา วันที่ 18 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสถาปนากรมป่าไม้ตลอดมา
กรมป่าไม้ มีหน้าที่อารักขาคุ้มครองและจัดการทรัพยากร ป่าไม้อันมีอาณาบริเวณ
กว้างขวางถึง187 ล้านไร่ หากคิดเป็นตัวเงินก็จะมีมูลค่า ถึง 89 ,000 ล้านบาททั้งนี้ยังมิได้คำนึง
้ถึงประโยชน์ทางอ้อมที่ป่าไม้ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำและป้องกันการผันแปรของลมฟ้าอากาศ
ไปในทางที่เลวร้ายจึงนับว่าเป็นกรมที่มีความสำคัญยิ่งกรมหนึ่งของ กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ และเป็นกรมที่เก่าแก่ซึ่งมีอายุครบ 111 ปี ในวัน ที่ 18 กันยายน 2550
์ในระยะเริ่มแรก เมื่อ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นเมื่อวันที่
18 กันยายน ร .ศ.115 (พ.ศ.2439)โดยให้อยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยนั้นรัฐบาลได้อาศัยยืมตัวเจ้าหน้าที่ี่ป่าไม้อังกฤษจากรัฐบาลอินเดีย มาช่วย
บริหารราชการป่าไม้ในฐานะเจ้ากรมระหว่างปี พ .ศ.2439 ถึง พ.ศ.2466 รวม 3 คน
คือ Mr. H. Slade, Mr. Tottenham และMr. W.F. Lloyd ต่อมาในปี พ.ศ.2466 เมื่อ
Mr.W .F. Lloyd ได้กราบถวยบังคมลาออกจาก ราชการแล้วรัฐบาล
ได้พิจารณาเห็นว่า พระยาดรุพันธ์พิทักษ์( นายสนิท พุกกะมาน) ซึ่งจบการศึกษา
วิชาการ ป่าไม้จากRoyal Engineering Collegeเมือง Cooper's Hill ประเทศอังกฤษ และ ได้กลับมารับราชการกรมป่าไม้ เมื่อปีพ. ศ.2446เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจึงได้มี
พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน
2467 โดยไม่จ้างชาวต่างประเทศเป็นเจ้ากรมนับตั้งแต่ บัดนั้นเป็นต้นมา เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ ในสมัยต่าง ๆ กรมป่าไม้ได้ย้ายสังกัดถึง 5 ครั้งก่อนที่จะมาเป็นส่วนราชการอยู่ในกระทรวงเกษตร
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ .2464 ได้มีประบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้โอนกรมป่าไม้จากกระทรวงมหาดไทยไปขึ้นกระทรวงเกษตราธิการ กรมป่าไม้
้ได้สังกัดอยู่กระทรวงเกษตราธิการประมาณ13ปีจึงได้โอนกลับไปสังกัดและชั่วระยะ
กระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ .2475 เวลาเพียง
ี 1 ปี ก็ได้ โอนสังกัดไปขึ้นอยู่กับกระทรวงเศรษฐการเมื่อวัน ที่ 12 พฤษภาคม
ี่พ.ศ.2476 และต่อมา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2477 ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมป่าไม้ขึ้นอยู่ ในสังกัดทบวงเกษตราธิการของกระทรวงเศรษฐการ
เมื่อได้มีการยกฐานะทบวงเกษตราธิการ ขึ้นเป็นกระทรวงเกษตราธิการเมื่อวันที่
ี่ 1 เมษายน พ.ศ.2478 กรมป่าไม้จึงได้มา สังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการ
และต่อมาเมื่อ พ.ศ.2495 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระ ราชบัญญัติปรับปรุง
กระทรวงทบวงกรมและบัญญัติให้มีกระทรวง เกษตรขึ้นแทนกระทรวงเกษตราธิการ สำหรับกรมป่าไม้ก็ ยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตรต่อไปตามเดิมเหตุการณ์
ก่อนสถาปนากรมป่าไม้ ประวัติกรมป่าไม้ของประเทศ ไทยได้เริ่มขึ้นในสมัยที่มีการ
ริเริ่มทำป่าไม้สักเป็นสินค้าทางภาคเหนือ
้
การป่าไม้ใน อดีตมีลักษณะเปลี่ยนแปลง ไปจากปัจจุบันเป็นอันมาก กล่าวคือ ป่าไม้สัก
ใน 5 นครอันได้แก่ นครเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เจ้าผู้ครองนครเหล่านี้ ได้ยืดถึอเอาว่าป่าไม้ในเขตท้องที่ดัง กล่าวเป็นทรัพย์สินของตน ผู้ใดจะทำไม้สัก
ในป่าท้องที่ใดจะต้องได้รับตัดฟันลงอนุญาตจาก เจ้าผู้ครองนครนั้น ๆ โดยยอม
เสียเงินที่เรียกว่า "ค่าตอไม้" ตามจำนวนต้นที่จะนอกจากนั้น เจ้าผู้ครองนครจะ
ยกป่าใดในท้องที่ของตนให้แก่ผู้ใดก็ได้และเมื่อเจ้าของป่าถึงแก่กรรมลง ป่าไม้นั้นก็ตกเป็นทรัพย์สินอยู่ในกองมรดกด้วย มิได้มีการควบคุมการทำไม้ในทาง
วิชาการเลย เช่น จำนวนไม้ที่จะให้ตัดฟันแต่ ละคราว ขนาดจำกัด หรือจะตัดออกจาก
ป่าตอน ไหน เท่าใด ก็มิได้กำหนดไว้เหตุการณ์ได้เป็นไป เช่นนี้ตลอดมาเป็นเวลาช้านาน จนปรากฎว่า การอนุญาตให้ทำป่าไม้ของผู้เป็น ในระยะหลังเจ้าของป่า มิได้เป็นไป
้โดยยุติธรรมและเรียบ ร้อยได้ก่อความยุ่งยากและเกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ขอ
อนุญาตผู้รับอนุญาต และเจ้าของป่าเนือง ๆ จนได้มีคำร้องทุกข์ของผู้เดือดร้อนถึง
รัฐบาลอยู่เสมอ รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติ สำหรับผู้รักษาเมืองซึ่งจะทำ
สัญญากับ ชาวต่างประเทศ จุลศักราช 1236 (พ.ศ.2417) โดย บัญญัติว่า สัญญาที่
ผู้รักษาเมือง หรือผู้ครองนคร จะกระทำกับชาวต่างประเทศนั้นจะต้องได้รับ
สัตยาบันจากรัฐบาลก่อนจึงจะมีผลใชับังคับได้และรัฐบาลได้แทรกข้อความที่ว่า
"ห้ามมิให้เจ้านายเจ้าของป่าออกใบอนุญาต แห่งใดแห่งหนึ่งให้แก่บุคคลเกินกว่า
1 คน" ไว้ ในสัญญาทางพระราชไมตรีอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ .2526 อีกด้วยรัฐบาลได
้ตระหนักถึงความจำเป็นในการที่จะควบคุมการทำป่าไม้ให้รัดกุม ยิ่งขึ้น
ใน พ.ศ.2436 กระทรวงมหาดไทย จึงได้จ้าง Mr.Castensjold ชาวเดนมาร์กไปตรวจสถานการณ์ ทำป่าไม้สักทางภาคเหนือแต่เมื่อเดินทางไป ถึงจังหวัดตาก ท่านผู้นี้ก็ป่วยหนักและถึง แก่กรรม รัฐบาลจึงต้องจัดหาผู้ชำนาญคนอื่นให้ดำเนินการ
ต่อไปในการนี้รัฐบาลอินเดียได้เอื้อเฟื้อให้ยืม Mr. H. Slade ข้าราชการ ผู้ชำนาญและ
สามารถในการป่าไม้ของพม่ามาใช้ ชั่วคราวMr. H. Slade ได้มาถึงกรุง เทพฯ
เมื่อ พ.ศ.2438 แล้วได้เดินทาง ไปภาคเหนือเพื่อสำรวจกิจกรรมป่าไม้สักของไทย
โดย ผ่านจังหวัดต่าง ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และกลับถึง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่
21 มิถุนายน 2438 ครั้นเมื่อวัน ที่ 10 สิงหาคม 2438 ได้เสนอรายงานผลการสำรวจ
ป่าไม้ ต่อกระทรวงมหาดไทยพร้อมกับได้ชี้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ในกิจการป่าไม้ของ
ประเทศไทยอันเนื่องจากเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
(1)การป่าไม้ทั้งหมดอยู่ ในความยึดถือครอบครองของเจ้านายของท้อง ที่ แทนที่จะได้อยู่ในความดูแลควบคุมของรัฐบาลกลางโดยกล่าวว่า การที่เจ้านายฝ่ายเหนือ
ได้ทำสัญญาการทำได้ในฐานะเจ้าของป่า แล้วให้รัฐบาลประทับตราสัตยาบัน คล้ายกับว่า รัฐบาลยอมรับรองว่า ป่าไม้เหล่านั้นอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเจ้า นายเจ้าของท้องที่
ี่ซึ่งผิดกับทางพม่าและอินเดียที่ถึอว่า ป่าไม้ทั้งหมดอยู่ในพระราชอำนาจของ
พระมหากษัตริย์ จะทรงจัดการกับป่าไม้อย่าง ไรก็ได้แล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็น
สมควร ในทางปฏิบัติแม้รัฐบาลจะประทับตราสัตยาบันให้ แก่ผู้ได้รับอนุญาตแล้ว
้เมื่อสัญญาสิ้นอายุก็ปรากฎว่าผู้รับสัญญายังคงทำไม้อยู่ต่อ ไป หรือเมื่อ
ได้ยื่นคำร้องขออนุญาติแล้ว เมื่อสัญญาสิ้นอายุก็ปรากฏว่าผู้รับสัญญายัง คงคำไม้
อยู่ต่อไปหรือเมื่อได้ยื่นคำ ร้องขออนุญาตแล้ว ก็ลงมือทำไม้เลยที เดียว นอกจากนี้
แล้ววิธีการขออนุญาตก็ลำบากยากเย็น เนื่องจากต้องเสียเงินกินเปล่าแก่เจ้านายเจ้า
ของป่ามากมาย เมื่อมีผู้ยื่นคำ ร้องขอทำไม้หลายรายก็เกิดแก่งแย่งแข่งขันให้เงิน
กินเปล่ากันขึ้น ทำให้เจ้าของ ป่าพยายามแบ่งป่าออกเป็นแปลงเล็ก ๆ เพื่อจะ
มีทางได้เงินมากขึ้น ราคาต้นทุนของไม้ สักในขณะนั้นจึงเขยิบสูงขึ้นเรื่อยๆ
(2)ในขั้นต้นจำเป็นต้องสำรวจป่าไม้สักเพื่อกำนดจำนวนไม้ที่สมควรอนุญาต
ให้ตัดฟันและควร ระงับการตัดฟันไม้สักมาใช้สอยกันอย่างเสรีและหันมาส่งเสริม
ให้ใช้ไม้กระยาเลยแทนเสียบ้าง นอกจากนี้ ราษฎายังได้ตัดฟันไม้สักขนาดเล็กมาใช้
้ทำเสากันมาก ซึ่งเป้นการทำไม้สักเกินกำลังของป่าไปมากมาย กล่าวโดยหลักการ
ควรถือว่าบรรดาป่าไม้ ที่มีอยูู่่ทั้งหมดเป็นเสมือนต้นทุน ซึ่งเป็นของประเทศและ
ปริมาณเนื้อไม้ที่งอกเงยขึ้นทุกปี เป็นเสมือนดอกเบี้ย ซึ่งอาจนำออกมาใช้สอย
ได้เป็นรายปี ไม่ควรแตะต้องต้นทุนเป็น อันขาด แต่ปรากฏว่าสถานการณ์
ป่าไม้สักขณะนั้น ได้มี การตัดฟันไม้สักเกินกำลังป่า ถึงประมาณ 3 เท่าครึ่ง จึงควรพยายามลดการทำไม้สักลง ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
นอกจาก Mr. H. Slade ได้ชี้แจงข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วก็ได้เสนอวิธีแก้ไขไว้หลาย
ประการที่ สำคัญก็คือ รัฐบาลควรต้องเข้าจัดการป่าไม้เสียเองไม่ควรปล่อยให้อยู่ใน
้มือของเอกชนคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้น ป่าไม้สักอันมีค่าของไทยควรจะต้องโอนมาอยู่ใน
ความดูแลควบคุมของรัฐบาลโดยสิทธิ์ขาด และเพื่อให้การจัดการป่าไม้ของ
ประเทศมีเสถียรภาพอันมั่นคง กับรักษาสภาพเช่นนั้นไว้ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะจัดตั้ง องค์การในรูปทบวงการเมืองของรัฐบาลควบคุมและ บริหารป่าไม้ขึ้น
และให้พนักงานที่ได้รับการอบรม มาโดยเฉพาะเป็นผู้ดำเนินการ เพราะการป่าไม้เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง และควรออกกฎหมายสำหรับควบคุม กิจการป่าไม้ด้วยนอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มี บทบัญญัติ กล่าวถึงการจัดการ
ป่าเป็นป่าสงวนและ การบันทึกสิทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่เหนือป่าไม้การ ป้องกันป่าไม้
้ให้พ้นจากการถูกบุกรุกทำลาย การเก็บเงินผลประโยชน์และการควบคุมไม้
้ระหว่างเคลื่อน ที่ การแก้ไขแบบสัญญาอนุญาตทำป่าไม้ที่ใช้อยู่เพื่อมุ่งหนัก
ไปทางการคุ้มครองรักษาป่าไม้มากกว่าการบำรุงป่า การบำรุงป่านั้นควร
เป็นหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้มากกว่าก็ได้ถือเอาวันที่ 18 กันยายน ร.ศ.115
(พ.ศ .2439) เป็นวันสถาปนากรมป่าไม้ตลอดมา |